อัยการไต้หวันจ่อออกหมายจับ ผจก.บริษัทก่อสร้างต้นเหตุทำรถไฟตกรางดับ 50 ศพ

112

ไต้หวันเร่งสอบเหตุรถไฟโดยสารตกรางคร่า 50 ศพ บาดเจ็บ 146 ราย อัยการจ่อออกหมายจับผู้จัดการ บ.ก่อสร้างเจ้าของรถบรรทุกที่ไหลตกเนินชนรถไฟ ด้านกระทรวงคมนาคมเตรียมจ่ายชดเชยญาติผู้เสียชีวิตรายละ 5.9 ล้าน

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า อัยการไต้หวันเตรียมออกหมายจับผู้จัดการบริษัทก่อสร้างเจ้าของรถบรรทุกที่ไหลตกเนินเขาลงมาชนรถไฟโดยสารด่วนพิเศษไท่หลู่เก๋อ หมายเลข 408 เมื่อวันที่ 2 เม.ย.64 โดยแรงปะทะที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ขบวนรถไฟเสียหลักกระแทกผนังอุโมงค์และตกราง ผู้โดยสารและคนขับรถไฟเสียชีวิตรวม 50 ศพ นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 146 ราย

ขณะเกิดเหตุ รถไฟโดยสารไท่หลู่เก๋อ ที่มี 8 ตู้โดยสาร พร้อมผู้โดยสาร 488 คน กำลังมุ่งหน้าจากกรุงไทเป ทางภาคเหนือไปยังเมืองไถตง ทางภาคใต้ ในจำนวนผู้โดยสารที่เสียชีวิตรวมไปถึงชาวฝรั่งเศส และในจำนวนผู้บาดเจ็บรวมไปถึงชาวญี่ปุ่น และชาวมาเก๊า

โดยผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า เช้าวันที่เกิดเหตุ นายหลี่ อี้ เฉียง วัย 49 ปี หัวหน้าทีมก่อสร้างได้จอดรถบรรทุกทิ้งไว้บนเนินเขาที่อยู่ด้านบนรางรถไฟ บริเวณปากอุโมงค์ชิงฉุ่ย ก่อนที่รถบรรทุกจะไหลตกเนินลงมาชนเข้ากับรถไฟที่แล่นมาพอดี ตอนนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังยืนยันว่าระบบเบรกจอดของรถบรรทุกขัดข้องหรือไม่ เป็นความผิดพลาดของรถหรือของคนกันแน่

ด้านนายหวัง กั๋ว ไช่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ญาติผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชย รายละ 5.4 ดอลลาร์ไต้หวัน (5.9 ล้านบาท) ขณะเดียวกันรัฐบาลไต้หวันประกาศลดธงครึ่งเสา 3 วัน เพื่อไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

โฆษกสำนักงานกู้ภัยเมืองฮัวเหงียน เปิดเผยว่า ตอนนี้ผู้โดยสารที่ติดอยู่ในตู้โดยสารได้รับการช่วยเหลือออกมาจนหมดแล้ว ด้านโฆษกการรถไฟไต้หวันเปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้รถไฟสายตะวันออกถูกระงับให้บริการจนกว่าจะมีการกู้ซากรถไฟออกมาจนหมด และมีการซ่อมแซมรางที่ได้รับความเสียหาย

เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ เกิดขึ้นตรงกับเทศกาลเช็งเม้ง วันหยุด 4 วัน เพื่อไหว้บรรพบุรุษในไต้หวัน ถือเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟที่รุนแรงที่สุดของไต้หวัน โดยครั้งรุนแรงก่อนหน้านี้ เกิดที่ภาคตะวันตกเมื่อปี 2534 มีผู้เสียชีวิต 30 ศพ รองลงมาคือ เหตุทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปี 2561 มีผู้เสียชีวิต 18 ศพ บาดเจ็บกว่า 200 ราย. 

ที่มา BBC SCMP

สำนักข่าว : ไทยรัฐ