บทเรียนโควิดไม่เคยจำ ระวังเปิดประเทศ ต่างด้าวจ่ายค่าส่วย ลอบเข้าไทย

76

ปัญหาใหญ่ในการเปิดประเทศ กับการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวเป็นสิ่งที่ไม่ควรประมาท ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ไทยจะเกิดการปะทุของโควิด ซ้ำรอยการระบาดรอบใหม่ที่มีต้อตอจากแรงงานต่างด้าวในพื้นที่จ.สมุทรสาคร ก่อนกระจายเป็นวงกว้าง เมื่อกลางเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว

เป็นบทเรียนการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ และทุจริตกินสินบนร่วมมีส่วนเกี่ยวข้องในการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว จนก่อให้เกิดความเดือดร้อนให้กับคนในประเทศ จากมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

หวังว่าปัญหาเดิมๆ ที่น่ากลัว จะไม่กลับมาอีก ท่ามกลางการคุมเข้มบริเวณตะเข็บแนวชายแดน แต่ยังคงมีแรงงานต่างด้าวทะลักเข้าไทยผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพราะความต้องการแรงงานในประเทศเพิ่มสูงขึ้น จากการคลายล็อกดาวน์ เตรียมเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ส่งผลให้ราคาค่าหัวแรงงานต่างด้าว ขยับขึ้นมาเป็น 15,000-20,000 บาท

แนะนำ

“สุรพงษ์ กองจันทึก” ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม อดีตประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความแห่งประเทศไทย แสดงความเป็นกังวลต่อการลักลอบเข้าไทยของแรงงานต่างต่างด้าว จากประเทศเพื่อนไทย ซึ่งหน่วยงานรัฐควรเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและเฝ้าระวังให้มากยิ่งขึ้น เพราะมีความเสี่ยงสูงในการนำเชื้อโควิดเข้ามา โดยเฉพาะเมียนมา ขณะนี้ยังคงมีผู้ติดเชื้อโควิดจำนวนมากในประเทศ หากลักลอบเข้ามาจะทำให้ไทยมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิดที่เป็นแรงงานชั้นล่าง

อีกทั้งการเปิดประเทศ ทำให้ความต้องการแรงงานในประเทศมีเพิ่มสูงขึ้น เป็นเหตุให้ขบวนการค้าแรงงานเถื่อนลักลอบนำคนเข้ามาตามออเดอร์ ซึ่งมีค่านายหน้าตั้งแต่หลักพันไปถึงหลักหมื่นบาท แม้มีความเสี่ยงนำเชื้อโควิดเข้ามาก็ตาม แต่เป็นต้นทุนที่ถูกกว่าในการนำแรงงานต่างด้าวที่ติดค้างอยู่ในไทย คาดว่ามีประมาณ 1 ล้านคน นำมาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องที่มีค่าใช้จ่ายสูงต่อหัวประมาณ 1.3 หมื่นบาท

“รัฐควรจริงจังให้มากกว่านี้ ในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว นำแรงงานที่มีอยู่แล้วในประเทศ เพราะไม่สามารถกลับประเทศไปได้ มาขึ้นทะเบียน โดยไม่ผลักภาระค่าใช้จ่ายให้คนเหล่านี้ หลายคนไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน หรือแม้แต่นายจ้าง ได้รับผลกกระทบจากโควิด ไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายในส่วนนี้ จนกลายเป็นความยากลำบาก จึงเลือกที่จะเอาแรงงานลักลอบเข้าเมือง เพราะมีต้นทุนต่ำกว่า จ่ายผลประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐขบวนการเดิม มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ แม้มีการจับพวกลักลอบเข้าเมือง แต่เป็นรายย่อยเท่านั้น”

การแพร่ระบาดของโควิดในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เมื่อปลายปีที่ผ่านมา พบว่าไม่สามารถจัดการกับขบวนการค้าแรงงานเถื่อนซึ่งเป็นกลุ่มเดิม เพราะรัฐไม่เอาจริงเอาจังในการปราบปรามและกำหนดบทลงโทษให้หนัก โดยขบวนการเหล่านี้ น่าจะโยงกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับต่ำกว่าไม่กล้าทำอะไร ในการตัดตอนขบวนการค้าแรงงานเถื่อนให้จบสิ้นลงไป

เมื่อรัฐบาลประกาศเปิดประเทศ ทำให้ธุรกิจต่างๆ เริ่มเดินหน้า และต้องการแรงงานราคาถูก ซึ่งช่วงโควิดระบาดในไทยได้ลักลอบกลับประเทศต้นทาง และกำลังจะแอบเข้ามาไทยอีก โดยไม่ผ่านการคัดกรองตรวจหาโควิด แตกต่างกับการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีกระบวนการพอสมควรในการควบคุมดูแล แต่กรณีแรงงานต่างด้าว เข้ามารองรับการเปิดประเทศ ไม่มีกระบวนการดูแลให้ปลอดโควิด หรือแรงงานที่มีอยู่แล้ว ควรดูแลให้มีความปลอดภัยมากกว่านี้

“รัฐควรแก้ปัญหา ด้วยการผ่อนผันการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ไม่ต้องขึ้นทะเบียน หรือวิ่งไล่จับ ควรปล่อยให้เข้ามาผ่านการคัดกรองตรวจหาเชื้อ หากลักลอบเข้ามายิ่งเสี่ยงมาก และเอื้อต่อการทุจริตเชิงนโยบายของเจ้าหน้าที่ เหมือนเจตนาจะขึ้นทะเบียนราคาแพงๆ เพื่อให้แรงงานเข้ามาอย่างไม่ถูกต้อง ในการรับเงินนอกระบบ สมมติว่ามีแรงงาน 1 ล้านคนจะเข้ามา ต้องเสียหัวละ 1 หมื่นบาท ก็เท่ากับว่ารับเงินใต้โต๊ะ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี หากรัฐจะแก้ปัญหาจริงๆ ก็แก้ได้ แต่ไม่ทำจริงจังในการหาตัวผู้บงการอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะแม่สอด มีต่างด้าวลักลอบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นต้นตอให้เกิดการระบาดอย่างหนักในพื้นที่”

ขณะที่ “รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ มองข้อดีในการเปิดประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี กระเตื้องขึ้นอย่างชัดเจน จากการที่เงินสะพัดมากขึ้น แม้เป็นผลบวกอย่างมากต่อเศรษฐกิจ ในการสร้างรายได้และการจ้างงาน แต่ขอเตือนว่าทุกคนต้องร่วมมือกัน และตระหนักว่าต้องดำเนินชีวิตตามหลักการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ให้ระวังการติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากบางกิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมผิดกฎหมายที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลประโยชน์เกี่ยวพัน หรือมีการติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ

“หากมีการแพร่ระบาดอีกในบ่อนการพนัน หรือสถานบันเทิง หรือแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองผิดฎหมาย จะนำไปสู่ความจำเป็นต้องกลับมาล็อกดาวน์ และปิดประเทศอีกในระลอกสี่ จะเกิดวิกฤติซ้ำซ้อน ประชาชนระดับฐานราก กิจการขนาดย่อมและขนาดเล็กจะไม่สามารถรองรับการล็อกดาวน์และปิดประเทศได้”

ดังนั้นการมีมาตรการควบคุมโรคระบาดที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เมื่อมีสัญญาณของการเพิ่มขึ้นของการติดเชื้อในบางพื้นที่หรือบางกิจกรรม หลังเปิดประเทศจะเป็นหลักประกันว่า เศรษฐกิจจะสามารถกลับมาดำเนินได้ตามปกติหรือไม่ ท่ามกลางการระบาดของโควิดที่ยังดำเนินต่อไป.

สำนักข่าว : ไทยรัฐ