ส.จ.ดำ แพ้เลือกตั้งท้องถิ่นหนีไปอยู่ กทม.เคยโดนจับคดีฉ้อโกง-เช็คเด้ง

974

เปิดเบื้องหลังชีวิต “ส.จ.ดำ” ธวัชชัย ทองอ่อน ก่อนยิง 4 ศพยกครัว เคยเป็นถึง ปธ.อบจ.เมืองคอน ช่วงปี 47-51 ก่อนแพ้เลือกตั้งหนีไปอยู่ กทม. เคยโดนคดีจ่ายเช็คเด้ง และฉ้อโกงและปลอมเอกสาร เมื่อปี 62

จากกรณีที่เหตุยิงกันตายยกครัว 4 ศพ เวลาประมาณ 14.40 น. วันที่ 10 พ.ย. 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ จากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน กลางเมือง เดอะปารีส กรุงเทพ-กรีฑา ซ.7 แยก 10 ว่าเกิดเหตุทะเลาะวิวาท ภายในครอบครัว และมีเสียงดังคล้ายเสียงปืน ดังขึ้นจำนวนหลายครั้ง ภายในบ้านพบผู้เสียชีวิตจำนวน 4 ศพ โดยมี นายธวัชชัย ทองอ่อน หรือ “ส.จ.ดำ” อดีตสมาชิกภาพองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช และประธานสภาจังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างปี 2547-2551 2. น.ส.พัชรณัฎฐ์ สังข์ประไพ ภรรยา นายธวัชชัย 3. ด.ญ.วิสาขะ ทองอ่อน อายุ 13 ปี ลูกสาว คนโต 4. ด.ญ.ภัททิยะ ทองอ่อน อายุ 11 ปี ลูกสาว คนเล็ก ซึ่งคาดว่านายธวัชชัย เครียดจัดก่อเหตุยิงลูกเมียและยิงตัวตายตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายธวัชชัย ทองอ่อน อายุ 48 ปี เคยเป็นอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (เขต อ.ฉวาง) และเคยดำรงตำแหน่งประธานสภา อบจ.นครศรีธรรมราช ระหว่างปี 2547-2551 คนพื้นที่รู้จักในชื่อ “ส.จ.ดำ” เป็นอดีต ส.อบจ.คนดังในพื้นที่คนหนึ่งที่รู้จักกันดี หลังจากนั้นพ่ายการเลือกตั้ง ส.อบจ. และวางมือทางการเมือง ย้ายครอบครัวขึ้นไปอยู่กรุงเทพมหานคร และเปิดบริษัทดำเนินธุรกิจรับเหมาเกี่ยวกับครุภัณฑ์ทางการศึกษา และเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับ กปปส. จนกระทั่งมีการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

แนะนำ

เคยมีหมายจับและถูกจับกุมหมายจับศาลจังหวัดพระโขนง ที่ จ.226/2562 ในข้อหา “ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ ออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนเงินสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันพึงจะให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น และธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น” โดยตำรวจกองปราบปรามจับกุมตัวได้ที่ บริเวณหน้าหมู่บ้านอันดา ถนนคู้คลองสิบ แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก กทม. เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2562

สำหรับคดีที่ถูกศาลออกหมายจับและถูกจับกุมสืบเนื่องจากเมื่อช่วงต้นปี 2559 นายธวัชชัย ได้ชักชวนผู้เสียหายรายหนึ่งมาร่วมทุนทำธุรกิจด้วยกัน โดยอ้างว่าบริษัทของตนเองได้ชนะการประมูลรับเหมาจัดซื้อเครื่องถ่ายเอกสารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ.) ที่จะนำไปแจกจ่ายตามโรงเรียนต่างๆ กว่า 2,500 โรงเรียน ในวงเงินประมูล เครื่องละ 100,000 บาท รวมวงเงินทั้งหมด 250,000,000 บาท ซึ่งนายธวัชชัย ยังอ้างว่าตนเองสามารถจัดซื้อเครื่องถ่ายเอกสารได้ในราคาถูก และจะได้รับกำไรจากส่วนต่างของราคาเครื่องถ่ายเอกสารตกเครื่องละ 19,445 บาท คิดเป็นเงินกำไรรวมกว่า 48 ล้านบาท พร้อมกับนำเอกสารที่อ้างว่าได้รับมาจาก สพฐ. สำนักงบประมาณ เอกสารใบเสนอราคา และใบสั่งซื้อมาแสดงให้ดูเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

จนผู้เสียหายรายดังกล่าวหลงเชื่อนำเงินมาร่วมลงทุนเป็นเงิน 15 ล้านบาท ต่อมาผู้เสียหายได้มาทราบในภายหลังว่าบริษัทของนายธวัชชัย ไม่ได้เป็นผู้ชนะการประมูลโครงการดังกล่าว จึงพยายามทวงถามขอเงินลงทุนกลับคืน ก่อนที่นายธวัชชัย จะคืนเงินลงทุนเป็นเช็คเงินสด แต่เมื่อผู้เสียหายนำไปขึ้นเงินกลับพบว่าเช็คดังกล่าวไม่สามารถขึ้นเงินได้ จึงเข้าแจ้งความกับ สน.หัวหมาก กระทั่งออกหมายจับดังกล่าว และติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ในที่สุด

ในการสอบสวนหลังถูกจับกุม นายธวัชชัย ให้การภาคเสธ โดยรับว่าได้นำเงินของผู้เสียหายมาลงทุนจริง กระทั่งเมื่อบริษัทของตนไม่ชนะการประมูลจึงได้คืนเงินผ่านเป็นเช็คโดยไม่ทราบว่าเช็คนั้นไม่สามารถขึ้นเงินได้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากตรวจสอบประวัติของนายธวัชชัย พบว่าเคยถูกเจ้าหน้าที่ กก.1 บก.ป. จับกุมตัวมาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาในคดีฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสารราชการ

นอกจากนี้นายธวัชชัย ถูกจับกุมอีกครั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 ตำรวจกองปราบปรามนำกำลังจับกุมนายธวัชชัย ทองอ่อน ชาว จ.นครศรีธรรมราช ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2464/61 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 ข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอม-ฉ้อโกง จับกุมตัวได้ที่บริเวณภายในห้างแม็คโคร สาขาบางกะปิ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2560 นายธวัชชัย ได้ก่อเหตุหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายซึ่งเป็นนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง โดยการอ้างว่าสามารถดำเนินการให้ผู้เสียหายได้รับงานจัดซื้อจัดจ้างโครงการงบอุดหนุนเฉพาะกิจให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมทั้งอ้างว่ารู้จักทีมงานเลขาฯ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นโดยจะประสานงานกับองค์การบริหารส่วนตำบลที่ได้รับงบจัดซื้อจัดจ้าง แต่มีข้อแม้ว่าผู้เสียหายกลุ่มนี้จะต้องยอมจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการดังกล่าวจำนวนกว่า 29 ล้านบาท ด้วยความที่เห็นว่านายธวัชชัยเคยมีตำแหน่งการเมืองท้องถิ่นและมีการนำเอกสารราชการเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวมาให้ผู้เสียหายดู จึงหลงเชื่อยอมจ่ายเงินให้กับนายธวัชชัย ตามที่ร้องขอ

แต่ต่อมาผู้เสียหายกลุ่มนี้ได้ตรวจสอบไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงทราบว่าไม่มีโครงการดังกล่าวตามที่นายธวัชชัยอ้างจริง ซึ่งเอกสารราชการโครงการดังกล่าวที่นายธวัชชัยนำมามอบให้ผู้เสียหายนั้นเป็นเอกสารที่นายธวัชชัยทำปลอมขึ้นมาเพื่อตบตา ทางผู้เสียหายกลุ่มนี้จึงได้รวมตัวกันมาเข้าร้องเรียนกับทางกองปราบฯ จนมีการออกหมายจับดังกล่าว และถูกบุกจับกุมตัวได้ดังกล่าว นายธวัชชัยยังคงให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าโครงการดังกล่าวมีจริง และตนเองก็ไม่ได้หลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งเรื่องทั้งหมดเป็นการเข้าใจผิด และอยู่ระหว่างประกันตัว.

สำนักข่าว : ไทยรัฐ